News Issues movies news หนังสารคดี The Kingmaker ต้นไม้แห่งเผด็จการที่ไม่มีวันตาย

หนังสารคดี The Kingmaker ต้นไม้แห่งเผด็จการที่ไม่มีวันตาย

ดูหนังออนไลน์ : รีวิวสารคดี The Kingmaker – ต้นไม้แห่งเผด็จการที่ไม่มีวันตาย เจาะลึกเรื่องราวของอีเมลดา มาร์กอส ควบคู่ไปกับความจริงของอีกฝั่งอย่างเข้มข้น เรื่องราวเวอร์วังของอีเมลดา กลายเป็นสีสันที่น่าขัน และทั้งหดหู่่ในระหว่างเดียวกัน ฟุตเตจและบทสัมภาษณ์ทรงพลังมากจนทำให้ดูแล้วขนลุก ดูแล้วอาจจะคิดถึงบางประเทศบางประเทศ ที่ตอนนี้ก็คล้าย ๆ แบบนี้แหละ

The-Kingmaker
อีเมลดา มาร์กอส เป็นทั้งผู้อยู่เบื้องหลังและตัวแสดงเบื้องหน้าของ “ตระกูลมาร์กอส” ครอบครัวที่ปกครองประเทศฟิลิปปินส์เป็นเวลายาวนาน และแม้ช่วงเวลาแห่งความเรืองรองจะผ่านพ้น อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งผู้เป็นที่จดจำจากไลฟ์สไตล์ฟุ้งเฟ้อหรูหราผู้นี้ก็ยังดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อปลุกความเกรียงไกรให้แก่ครอบครัวของเธอผ่านการผลักดันลูกชายเข้าสู่อำนาจทางการเมือง สารคดีเรื่องนี้ย้อนสำรวจความเป็นมาอันน่าพรั่นพรึงจนถึงวันเวลาปัจจุบันของอีเมลดา ผู้กำลังพยายามเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการลบล้างอดีตที่เต็มไปด้วยความฉ้อฉลโหดร้าย แล้วแทนที่ด้วยภาพลักษณ์ของ “แม่ผู้แผ่ความรักอันไพศาลแก่ประเทศชาติ”

อิเมลดา มาร์กอส (Imelda Marcos) คืออดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าหลายคนต่อให้ไม่ได้สนใจเรื่องต่างประเทศก็ต้องเคยได้ยินบ้างแหละ ซึ่งเรื่องราวอันมีสีสันของเธอก็คือ วีรกรรมสุดโต่งนับไม่ถ้วนครั้งที่เธอได้ก่อไว้นี่แหละครับ ทั้งจากเรื่องชีวิตของเธอเอง อิทธิพลของเธอต่อคนรอบข้าง ทรัพย์สินที่เธอถือครอง ข่าวซุบซิบที่รู้กันทั้งโลกเกี่ยวกับวีรกรรมของเธอ

ยกตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เช่น ในสมัยสาว ๆ เธอเคยประกวดนางงามมะนิลา ในปี 1953 ซึ่งเธอได้อันดับที่ 3 จนปีต่อมาเธอไปเหวี่ยงวีนกองประกวด และประท้วงกับนายกเทศมนตรี จนต้องมอบตำแหน่ง ‘The Muse of Manila’ ให้เพื่อเป็นการตัดรำคาญ และนั่นยังเป็นจุดเริ่มต้นในการพบเจอกับนักการเมืองดาวรุ่งอย่างเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ทั้งคู่ตกหลุมรักกันภายในเวลาเพียง 20 นาที และแต่งงานกันหลังพบกันเพียงแค่ 11 วัน ด้วยความมีเสน่ห์ พูดจาฉะฉาน และมั่นใจในตัวเองของเธอ จึงทำให้สาวต่างจังหวัดอย่างเธอและสามีกลายเป็นจุดสนใจของสื่อ

ดูหนังออนไลน์-
หลังจากที่เฟอร์ดินานด์ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นประธานาธิบดีของประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 1965 เธอได้กลายเป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง เธอออกติดตามสามีไปช่วยทำงานแบบแข็งขันในทุกฝีก้าว ในระหว่างช่วงสงครามเย็น รัฐบาลของมาร์กอสรับใช้สหรัฐฯ อย่างแข็งขัน เริ่มมีการใช้อำนาจและความรุนแรงกับประชาชน ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนจริงสลายการชุมนุมการประท้วงในปี 1970 และใช้ข้อหาคอมมิวนิสต์ในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ตั้งแต่นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการจะล้มระบอบมาร์กอส สื่อที่พูดหรือเขียนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือแม้แต่ประชาชนที่ลุกฮือขึ้นมาประท้วง หนักข้อที่สุดก็คือการประกาศกฏอัยการศึกเพื่อรักษาอำนาจให้ตัวเองได้ดำรงอำนาจอยู่ต่อแบบไม่แคร์เวิลด์

ด้วยอำนาจของสามี อีเมลดาใช้อำนาจของความเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งในการเป็นแม่แห่งชาติ (และแม่ของคนทั้งโลก) ด้วยการเข้าเยี่ยมเยียนสถานสงเคราะห์คนยากจน สลัม ถิ่นทุรกันดาร เที่ยวแจกเงินกับคนยากจนเหมือนเดินแจกใบปลิว เป็นผู้อุปถัมภ์งานศิลปาชีพของฟิลิปปินส์ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยไปกับทุกสิ่งอย่าง (ที่ดูแปลกประหลาด) ตั้งแต่การสร้างสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ รวมถึงอย่างที่เราทราบกัน (และสื่อก็มักจะคอยแซะเธอเรื่องนี้เสมอ) ว่า เธอมีรองเท้าที่ถูกค้นพบในทำเนียบมาลากัญญัง (ทำเนียบประธานาธิบดี) กว่าสามพันคู่ รวมถึงยังมีบ้านที่เอาไว้เก็บแฟ้มคดีความของเธอและสามีนับร้อยนับพันเล่ม

แน่นอนว่า สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องแค่ความหรูหราฟู่ฟ่าของอีเมลดาเท่านั้น เพราะแม้ว่าในช่วงแรกจะเป็นการพาไปสำรวจความหรูหรา และฟังเธอนั่งเล่าเรื่องชีวิตอันแสนจะประเสริฐเลิศล้ำ (ที่เธอเล่าออกมาจากปากตัวเอง) อย่างเป็นธรรมชาติแบบไม่ปรุงแต่ง (แถมยังได้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำสัมภาษณ์ติดมานิดหน่อยด้วย) รวมถึงพาไปดูกิจกรรมของเธอในการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ได้เห็นพฤติกรรมความเป็นแม่ของเธอ ตั้งแต่ที่เธอนั่งรถ เปิดหน้าต่างแล้วไล่แจกเงินชาวบ้าน ไปเยี่ยมสถานที่ดูแลเด็กผู้ป่วยมะเร็ง เธอก็สั่งให้ผู้ติดตามหยิบเงินเป็นฟ่อน ๆ แล้วเดินแจกเงินให้เด็ก ๆ ซะงั้น

ในหนัง เราจะได้เห็นเรื่องราวของ “โลกคู่ขนาน” จากสองฟากฝั่งค่อย ๆ ไหลออกมาปน กันเรื่อย ๆ เบื้องหลังโลกคู่ขนานของสารคดีนี้อยู่ที่ Lauren Greenfield ผู้กำกับสารคดีเรื่องนี้ ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งพูดคุยกับอีเมลดาแบบใกล้ชิด และค้นพบว่า เธอมองเห็นถึงความย้อนแย้ง และเชื่อถือไม่ได้ของอีเมลดา ลอเรนจึงเลือกใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบ cinéma vérité (ภาพยนตร์ความจริงบริสุทธิ์) ที่นำเอาฟุตเตจสัมภาษณ์ของอีเมลดา ที่ลอเรนตัดสินใจให้เธอพูดในสิ่งที่อยากจะพูดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
รวมถึงปฏิกิริยาท่าทางของเธอต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่ปรุงแต่งมากนัก เช่นช็อตที่เธอหยิบกรอบรูปภาพประวัติศาสตร์ แต่เผลอทำกรอบรูปอื่น ๆ ตกแตก แต่เธอก็ยังคงพูดต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือตอนที่ผู้กำกับอยากถ่ายภาพนิ่งของเธอ แล้วขอให้เธอมองมาที่ช่างภาพ แต่กลับได้ภาพของอีเมลดาที่ตาเหลือบออกไปทางอื่น (เพราะไม่ยอมมองกล้อง) แทน

จากนั้นก็เอามามาปะทะกับฟุตเตจสัมภาษณ์บุคคลอื่น ๆ ที่เคยเกี่ยวข้องกับเธอ รวมถึงฟุตเตจข่าวจากทั้งในและนอกฟิลิปปินส์ (ต้องชื่นชมว่าหาได้โคตรเก่ง) ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวอันโหดร้ายของ “ระบอบมาร์กอส” ที่ใช้อำนาจในการควบคุมอำนาจ สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง คู่ขัดแย้งที่ต่างก็ต้องเผชิญความทุกข์ทรมานจากการปราบปราม ป้ายสี หรือไม่ก็เป็นเหยื่อโดนไข้โป้ง รวมถึงเรื่องของการทุจริตคอรัปชันที่ทำกันแบบเป็นล่ำเป็นสัน ในขณะที่บ้านเมืองของฟิลิปปินส์เองก็ยังเต็มไปด้วยคนยากคนจน แถมยังมีเรื่องของการพยายามกลับสู่อำนาจของเธอ ที่ไม่ใช่แค่เพียงการส่งลูกชายคนรองอย่าง “บองบอง มาร์กอส” เข้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเพียงเท่านั้น

สารคดีเรื่องนี้จึงกลายเป็นการนำเอาอีเมลดา ในฐานะ “คนต้นเรื่อง” มาเล่ามุมมองของ “โลกของอีเมลดา” (ที่จะบอกว่าเธอคิด เชื่อ ทำแบบนั้นจริง ๆ ก็ได้ หรือจะมองว่าเป็นเพียงการโกหกหน้าด้าน ๆ ของเธอก็ได้เหมือนกัน) ในความพยายามที่จะลบล้างอดีตอันฉ้อฉลที่เธอและสามีได้ก่อไว้ และตบแต่งประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ใสสะอาด มาปะทะกับ “ความเป็นจริงแวดล้อมในอีกด้านหนึ่ง”